แผลเป็น (Scar) คือร่องรอยที่เกิดขึ้นหลังจากผิวหนังได้รับบาดเจ็บและเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซมตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแผลจากการผ่าตัด อุบัติเหตุ ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือแม้แต่สิวอักเสบ เมื่อแผลหาย ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนขึ้นมาทดแทนเนื้อเยื่อเดิม ส่งผลให้เกิด “รอย” ที่มีลักษณะต่างกันไปในแต่ละบุคคล
อย่างไรก็ตาม แผลเป็นไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด การเข้าใจชนิดของแผลเป็นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้สามารถเลือกวิธีดูแลได้เหมาะสมมากขึ้น และลดโอกาสในการดูแลผิดวิธี
การรู้ประเภทของแผลเป็นจะช่วยให้:
- เลือกวิธีดูแลได้เหมาะสมกับลักษณะรอย
- ประเมินแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของแผลได้ดีขึ้น
- ตัดสินใจได้ว่าเมื่อใดควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง
แผลเป็นมีกี่ชนิด? ทำความรู้จักประเภทที่พบบ่อย
โดยทั่วไป แผลเป็นสามารถแบ่งออกเป็น 4–5 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะและแนวทางการดูแลที่แตกต่างกัน
1) แผลเป็นนูนเกิน (Hypertrophic scar)
แผลเป็นชนิดนี้มีลักษณะนูนขึ้นจากผิว แต่ยังคงอยู่ในขอบเขตของแผลเดิม
ลักษณะที่พบได้:
- ผิวบริเวณแผลนูนขึ้น สีอาจแดง ชมพู หรือเข้มกว่าผิวรอบข้าง
- อาจมีอาการคัน ตึง หรือรู้สึกแข็งในช่วงแรก
- ในบางรายอาจค่อย ๆ ดีขึ้นและยุบลงเมื่อเวลาผ่านไป
มักพบในบริเวณที่มีแรงตึงของผิวสูง เช่น หน้าอก หลัง ไหล่ หรือข้อต่อ
แนวทางดูแล:
- ผลิตภัณฑ์กลุ่มซิลิโคน
- การดูแลอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นของการเกิดแผล
- ในบางกรณีอาจพิจารณาหัตถการเพิ่มเติมตามคำแนะนำของแพทย์
2) แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid scar)
แผลเป็นคีลอยด์เป็นแผลที่มีการเจริญเติบโตเกินขอบเขตของแผลเดิม และมักมีลักษณะเด่นชัด
ลักษณะที่พบได้:
- นูนหนา แข็ง และขยายออกนอกบริเวณแผลเดิม
- อาจมีอาการคัน เจ็บ หรือระคายเคือง
- โดยทั่วไปไม่ยุบลงเอง และอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลง
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง:
- พันธุกรรม
- สีผิวที่มีแนวโน้มเข้ม
- ตำแหน่ง เช่น หน้าอก ไหล่ หลัง หรือบริเวณติ่งหู
แนวทางดูแล:
- การฉีดยาเฉพาะที่
- เลเซอร์
- การรักษาแบบผสมผสานภายใต้การดูแลของแพทย์
3) แผลเป็นบุ๋มหรือแผลเป็นหลุม (Atrophic scar)
แผลเป็นประเภทนี้มีลักษณะตรงข้ามกับแผลนูน คือผิวจะยุบลง เนื่องจากการสร้างคอลลาเจนไม่เพียงพอ
ลักษณะที่พบได้:
- ผิวเป็นหลุมหรือร่อง
- พบได้บ่อยหลังสิวอักเสบลึกหรือการติดเชื้อบางชนิด
ชนิดย่อยที่พบบ่อย:
- หลุมลึกแคบ (ice pick)
- หลุมกว้างขอบชัด (boxcar)
- ผิวเป็นคลื่น (rolling)
แนวทางดูแล:
- เลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจน
- การทำหัตถการเฉพาะ เช่น subcision
- การเติมเต็มในบางกรณี
การรักษามักต้องเลือกวิธีให้เหมาะกับลักษณะหลุมแต่ละประเภท
4) แผลเป็นหดรั้ง (Contracture scar)
แผลเป็นชนิดนี้อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของผิวและข้อต่อ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความสวยงาม
ลักษณะที่พบได้:
- ผิวถูกดึงรั้งจนตึง
- อาจทำให้ผิวผิดรูปหรือเคลื่อนไหวได้จำกัด
- พบได้ในแผลขนาดใหญ่หรือแผลลึก
มักเกิดจาก:
- แผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก
แนวทางดูแล:
- การทำกายภาพบำบัด
- การยืดเหยียด
- ในบางกรณีอาจต้องใช้การรักษาทางศัลยกรรม
5) รอยแตกลาย (Stretch marks)
แม้รอยแตกลายจะไม่ใช่แผลจากการบาดเจ็บโดยตรง แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผิว จึงมักถูกจัดอยู่ในกลุ่มแผลเป็นเชิงโครงสร้าง
ลักษณะที่พบได้:
- เป็นเส้นยาวตามแนวผิว
- ระยะแรกอาจมีสีแดง ชมพู หรือม่วง ก่อนจะค่อย ๆ จางลงเป็นสีขาวหรือเงิน
- ผิวบริเวณนั้นอาจดูบางลง
มักพบในกรณี:
- การตั้งครรภ์
- น้ำหนักเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
- การเจริญเติบโตในวัยรุ่น
แนวทางดูแล:
- การเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
- การดูแลด้วยหัตถการในบางกรณี
ประโยชน์และข้อควรระวัง: แผลเป็นแต่ละชนิดดูแลยากง่ายต่างกันอย่างไร
เมื่อพูดถึงการดูแลแผลเป็น หลายคนมักสงสัยว่า “แผลแบบไหนดูแลยากที่สุด” ในทางปฏิบัติ คำตอบขึ้นอยู่กับทั้ง ชนิดของแผล และ ระยะเวลาที่เป็น แต่โดยภาพรวม แผลแต่ละประเภทมีแนวโน้มตอบสนองต่อการดูแลแตกต่างกัน
การเข้าใจลักษณะเหล่านี้จะช่วยให้สามารถเลือกแนวทางดูแลได้เหมาะสม และลดโอกาสของการดูแลที่ไม่ตรงจุด
เปรียบเทียบความยากง่ายของแผลเป็นแต่ละประเภท
แผลเป็นนูนเกิน vs คีลอยด์
แม้ทั้งสองชนิดจะมีลักษณะ “นูน” เหมือนกัน แต่มีพฤติกรรมต่างกันอย่างชัดเจน
- แผลเป็นนูนเกิน มักควบคุมได้ง่ายกว่า และในบางรายอาจค่อย ๆ ยุบลงเมื่อเวลาผ่านไป
- คีลอยด์ มักมีความดื้อต่อการดูแล และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะหากมีการกระตุ้นซ้ำ เช่น การเสียดสี การเกา หรือการทำหัตถการซ้ำ
แผลเป็นหลุม (เช่น หลุมสิว)
แผลเป็นประเภทนี้มีลักษณะยุบลง จึงต้องใช้แนวทางที่แตกต่างจากแผลนูน
- การดูแลมักเน้นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือการแก้พังผืดใต้ผิว
- หลุมลึกแบบ ice pick มักตอบสนองต่อการดูแลได้ยากกว่าชนิดอื่น และอาจต้องใช้เทคนิคเฉพาะ
แผลเป็นหดรั้ง
แผลเป็นชนิดนี้มีความสำคัญมากกว่าด้านความสวยงาม เนื่องจากอาจส่งผลต่อการใช้งานของผิว
- ผิวอาจถูกดึงรั้งจนตึง และกระทบต่อการเคลื่อนไหว
- การดูแลมักต้องใช้แนวทางแบบองค์รวม เช่น การฟื้นฟู การยืดเหยียด และในบางกรณีอาจต้องพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม
ปัจจัยที่มีผลต่อความชัดของแผลเป็น
นอกจากชนิดของแผลแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการเกิดและความเด่นของแผลเป็น ได้แก่:
- สีผิว: ผู้ที่มีผิวเข้มมีแนวโน้มเกิดคีลอยด์ได้มากกว่า
- อายุและฮอร์โมน: บางช่วงวัยอาจมีการตอบสนองของผิวที่ทำให้แผลเด่นชัดขึ้น
- ตำแหน่งของแผล: บริเวณที่มีแรงตึงหรือเคลื่อนไหวบ่อย เช่น หน้าอก ไหล่ ข้อต่อ
- การดูแลแผลช่วงแรก: การติดเชื้อ การอักเสบ การแกะหรือเกา รวมถึงการโดนแสงแดด อาจทำให้รอยแผลเด่นขึ้น
การป้องกันและดูแลแผลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
แม้ว่าจะมีวิธีดูแลแผลเป็นหลากหลายรูปแบบ แต่ในทางปฏิบัติ การดูแลตั้งแต่ช่วงแผลใหม่มักให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
แนวทางพื้นฐานที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่:
- รักษาความสะอาดของแผล เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ
หลีกเลี่ยงการแกะ เกา หรือดึงสะเก็ด - ป้องกันแสงแดดบริเวณแผล เพื่อลดโอกาสเกิดรอยคล้ำ
- เมื่อแผลปิดสนิทแล้ว อาจพิจารณาผลิตภัณฑ์กลุ่มซิลิโคนหรือเจลดูแลรอยแผล ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
—
สรุป: แผลเป็นสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท โดยทั่วไปที่พบได้บ่อย ได้แก่ แผลเป็นนูนเกิน คีลอยด์ แผลเป็นหลุม แผลเป็นหดรั้ง และรอยแตกลาย ซึ่งแต่ละชนิดมีลักษณะและแนวทางดูแลที่แตกต่างกัน การเข้าใจชนิดของแผลตั้งแต่แรกจะช่วยให้:
- เลือกวิธีดูแลได้ตรงจุด
- ลดโอกาสเสียเวลาไปกับวิธีที่ไม่เหมาะสม
- เพิ่มโอกาสเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในระยะยาว
หากไม่แน่ใจว่าแผลเป็นของตนเองอยู่ในประเภทใด หรือมีลักษณะผิดปกติ เช่น นูนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง คันหรือเจ็บมาก หรือส่งผลต่อการใช้งานของผิว การปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้ได้รับการประเมินและแนวทางดูแลที่เหมาะสมยิ่งขึ้น
—
แหล่งอ้างอิง
- American Academy of Dermatology Association (2024). Stretch marks: Why they appear and how to get rid of them. [online] www.aad.org. Available at: https://www.aad.org/public/cosmetic/scars-stretch-marks/stretch-marks-why-appear.
- Carswell, L. and Borger, J. (2020). Hypertrophic Scarring Keloids. [online] PubMed. Available at: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK537058/.
- Gozali, M.V. and Zhou, B. (2015). Effective Treatments of Atrophic Acne Scars. The Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology, [online] 8(5), p.33. Available at: https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4445894/.
- Kundu, R.V. and Patterson, S. (2013). Dermatologic conditions in skin of color: part II. Disorders occurring predominately in skin of color. American family physician, [online] 87(12), pp.859–65. Available at: https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/23939568/.
- Lin, X. and Lai, Y. (2024). Scarring Skin: Mechanisms and Therapies. International Journal of Molecular Sciences, [online] 25(3), pp.1458–1458. doi:https://doi.org/10.3390/ijms25031458.
- Masanovic, M.G. and Téot, L. (2020). Scar Contractures. [online] PubMed. Available at: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK586056/.
- WebMD Editorial Contributor (2012). What to Know About Ice Pick Scars. [online] WebMD. Available at: https://www.webmd.com/skin-problems-and-treatments/acne/what-to-know-about-ice-pick-scars.