หลายคนเข้าใจว่าแผลหายแล้วก็จบ แต่ความจริง “แผลหาย” กับ “แผลเป็นจาง” คือคนละเรื่องกัน
- แผลหาย = ผิวปิดสนิท ไม่มีเลือด/น้ำเหลือง ไม่เสี่ยงติดเชื้อ
- แผลเป็นฟื้นฟู = เนื้อเยื่อใต้ผิวกำลังปรับตัว จัดเรียงคอลลาเจนใหม่ สีผิวและพื้นผิวค่อยๆ เปลี่ยน
ดังนั้นคำตอบของคำถาม “แผลเป็นใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะหาย” จึงขึ้นกับว่าคุณหมายถึง หายจนจางลงมาก หรือ เรียบเนียนใกล้ผิวเดิม และขึ้นกับชนิดของแผลเป็นด้วย
1) แผลเป็นคืออะไร? มีกี่แบบ และแต่ละแบบใช้เวลาต่างกัน
แผลเป็น (Scar) คือร่องรอยที่เกิดจากการซ่อมแซมตัวเองของผิว หลังการอักเสบหรือบาดเจ็บ เช่น แผลผ่าตัด แผลถลอก สิวไหม้ หรืออุบัติเหตุ โดยมักแบ่งเป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้
1.1 แผลเป็นเรียบ/รอยแดง (Flat scar / Red scar)
เป็นแผลที่ผิวเรียบ ไม่ได้นูนหรือยุบชัด แต่ยังมีสีแดง ชมพู หรือคล้ำเล็กน้อย
- ระยะเวลาที่มักจางลง: ประมาณ 3–6 เดือน (หากดูแลและกันแดดดี)
1.2 แผลเป็นทั่วไปที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีและพื้นผิว (Maturing scar)
บางแผลอาจดูหนา แข็ง ตึง หรือสีชัดในช่วงแรก ก่อนจะค่อยๆ นิ่มและจางตามกระบวนการฟื้นฟู
- ระยะเวลาที่พบได้บ่อย: ประมาณ 12–18 เดือน เพื่อให้แผลเป็น “สุก” และนิ่งลงตามธรรมชาติ
1.3 แผลเป็นนูน และคีลอยด์ (Hypertrophic scar / Keloid)
- แผลนูน (Hypertrophic): นูนอยู่ในขอบเขตของแผลเดิม
- คีลอยด์ (Keloid): นูนล้ำออกนอกขอบแผลเดิม มักคัน เจ็บ และเป็นซ้ำง่าย
กลุ่มนี้มักใช้เวลาและวิธีดูแลมากกว่า และบางรายต้องให้แพทย์ช่วย (เช่น ฉีดสเตียรอยด์/เลเซอร์) เพราะการฟื้นฟูไม่เป็นเส้นตรงเหมือนแผลเรียบ
2) ปัจจัยที่ทำให้แผลเป็นหายไวหรือหายนาน
แม้จะเป็นแผลคล้ายกัน แต่ระยะเวลาการหายของแผลเป็นในแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะมีปัจจัยสำคัญเหล่านี้
2.1 ประเภทของแผลเป็น
- แผลเรียบ/รอยแดง → มักจางไวกว่า
- แผลนูน/คีลอยด์ → มักนานกว่าและต้องติดตามต่อเนื่อง
2.2 ตำแหน่งของแผล
บริเวณที่เลือดไหลเวียนดี เช่น ใบหน้าและลำคอ มักฟื้นตัวไวกว่าแขนขา แต่ก็ขึ้นกับแรงตึงของผิวด้วย (บางตำแหน่งที่ผิวตึงมาก อาจนูนง่าย)
2.3 อายุของแผล (แผลใหม่ vs แผลเก่า)
- แผลใหม่ (เพิ่งปิดสนิท สีชมพู/แดง) มักตอบสนองต่อการดูแลได้ดี
- แผลเก่า (เกิน ~6 เดือนขึ้นไป) โครงสร้างเริ่มคงรูปแล้ว จึงต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอมากขึ้น
2.4 พฤติกรรมการดูแลแผล
สิ่งที่ทำให้แผลเป็นเข้มขึ้นหรือหายช้า เช่น
- โดนแดดโดยไม่กันแดด
- ชอบแกะ เกา ลอกสะเก็ด
- ปล่อยให้แผลอักเสบ/ติดเชื้อ
2.5 สภาพผิวและพันธุกรรม
บางคนผิวไวต่อการอักเสบ หรือมีแนวโน้มเกิดแผลนูน/คีลอยด์ง่าย ทำให้ระยะเวลาฟื้นฟูนานกว่าคนทั่วไป
3) ประโยชน์และข้อควรระวังของการฟื้นฟูแผลเป็น
ประโยชน์
- แผลเป็นจางลง ผิวเรียบขึ้น → ความมั่นใจเพิ่มขึ้น
- ลดอาการคัน ตึง หรือเจ็บในบางชนิดของแผลเป็น
- ลดโอกาสที่แผลจะเข้มเป็นรอยถาวร (โดยเฉพาะจากแดด)
ข้อควรระวัง
- ต้องใช้เวลา: แผลเป็นหลายกรณีต้องรอเป็นเดือน
- ต้องทำสม่ำเสมอ: ทาบ้างไม่ทาบ้าง มักเห็นผลช้า
- ต้องเลือกวิธีให้เหมาะ: แผลนูน/คีลอยด์อาจต้องปรึกษาแพทย์
4) วิธีดูแลแผลเป็นให้จางลง: ทำอะไรได้บ้าง (แบบเข้าใจง่าย)
> หลักสำคัญคือ “เริ่มดูแลเมื่อแผลปิดสนิทแล้ว” และทำต่อเนื่อง
4.1 วิธีอนุรักษ์ (เหมาะกับคนทั่วไป)
(1) ยาทาแผลเป็น ใช้กี่เดือนถึงเห็นผล?
โดยทั่วไปสามารถเริ่มใช้ได้เมื่อ แผลปิดสนิท/สะเก็ดหลุด แล้ว (เพื่อไม่ให้ระคายเคืองแผลเปิด)
- แผลทั่วไปมักแนะนำทาสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง อย่างน้อย 2–3 เดือน
- แผลใหญ่/แผลผ่าตัด อาจต้องต่อเนื่อง นานถึง 6 เดือน
เคล็ดลับคือ ถ้าคุณถามว่า “ทำไมทายาแล้วไม่หาย?” ให้ลองเช็กว่า ทาต่อเนื่องพอไหม และ กันแดดจริงจังหรือยัง
(2) แผ่นซิลิโคนแผลเป็น
เป็นตัวช่วยยอดนิยมสำหรับแผลเป็น เพราะช่วยคงความชุ่มชื้น ลดแรงเสียดสี และช่วยให้แผลนุ่มลง เหมาะกับแผลผ่าตัดหรือแผลที่เริ่มนูน
(3) สารสกัดจากธรรมชาติ (ใช้ให้ถูกจังหวะ)
บางสูตรมีส่วนผสมที่คนคุ้นเคย เช่น ใบบัวบก หรือ สารสกัดหัวหอม ซึ่งมักใช้เพื่อช่วยให้รอยดูเรียบขึ้นและลดความไม่สม่ำเสมอของผิว (ผลลัพธ์ขึ้นกับแต่ละคนและต้องใช้เวลา)
4.2 วิธีทางการแพทย์ (เมื่อแผลนูน/คีลอยด์ หรืออยากเห็นผลชัดขึ้น)
(1) ฉีดยาสเตียรอยด์
มักใช้กับแผลนูน/คีลอยด์ เพื่อช่วยลดความนูน ลดคัน และทำให้แผลนุ่มลง ต้องทำเป็นคอร์สตามแพทย์ประเมิน
(2) เลเซอร์
ช่วยเรื่องสี (รอยแดง/รอยคล้ำ) และพื้นผิวในบางกรณี โดยแพทย์จะเลือกชนิดเลเซอร์ตามปัญหาหลักของแผลเป็น
(3) ผ่าตัดแก้แผลเป็น
เหมาะกับแผลเป็นบางชนิดที่เกิดมานานแล้วหรือดึงรั้ง แต่บางกรณีต้องทำร่วมกับวิธีอื่น (เช่น ฉีดหลังผ่าตัด) และอาจต้องติดตามยาว
หากแผลเป็นของคุณ “นูนขึ้นเรื่อยๆ คันมาก เจ็บ หรือโตเกินขอบแผลเดิม” แนะนำให้พบแพทย์ผิวหนัง เพราะอาจเข้าข่ายคีลอยด์ซึ่งควรจัดการเร็ว
5) แนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้แผลเป็นจางไวขึ้น (ทำได้ทุกวัน)
5.1 กันแดดคือหัวใจ
แสงแดดทำให้รอยแผลเป็น เข้มขึ้น และจางช้าลง โดยเฉพาะรอยดำ/รอยคล้ำ
- ทากันแดดบริเวณแผลเป็น (เมื่อแผลปิดสนิทแล้ว)
- ใส่เสื้อปกปิด/ใช้ผ้าปิดในจุดที่โดนแดดบ่อย
5.2 หลีกเลี่ยงการแกะ เกา และการเสียดสี
การแกะสะเก็ดหรือเกาบ่อยๆ เพิ่มการอักเสบ → เพิ่มโอกาสเกิดรอยชัดและนูน
5.3 ดูแลความชุ่มชื้นและนวดเบาๆ (เมื่อแผลปิดสนิท)
ความชุ่มชื้นช่วยให้ผิวยืดหยุ่น ลดความตึง และบางคนได้ประโยชน์จากการนวดแบบอ่อนโยนเพื่อให้ผิวนิ่มลง (หลีกเลี่ยงการกดแรงจนเจ็บ)
5.4 โภชนาการช่วยซ่อมแซมผิว
ถ้าคุณอยากให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อได้ดี ควรเน้น
- โปรตีน (ไข่ นม ปลา เนื้อ เต้าหู้)
- วิตามินซี (ฝรั่ง ส้ม กีวี) ช่วยกระบวนการสร้างคอลลาเจน
- ดื่มน้ำพอ และพักผ่อนให้เพียงพอ
สรุป: แผลเป็นใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะหาย?
- รอยแผลเป็นเรียบ/รอยแดงจำนวนมาก มักจางได้ใน 3–6 เดือน หากดูแลดีและป้องกันแดด
- แผลเป็นจำนวนมากจะค่อยๆ “นิ่ง” และจางลงตามธรรมชาติในช่วง 12–18 เดือน
- แผลนูน/คีลอยด์มักใช้เวลานานกว่า และอาจต้องรักษาโดยแพทย์ร่วมด้วย
สิ่งสำคัญคือ “แผลเป็นไม่ได้ดีขึ้นแบบข้ามคืน” แต่ถ้าคุณเริ่มดูแลถูกจังหวะ ทำสม่ำเสมอ และกันแดดจริงจัง โอกาสที่แผลเป็นจะจางลงและใกล้เคียงผิวปกติมีสูงมาก
อย่ารอช้า! ถ้าคุณอยากได้เช็กลิสต์ดูแลแผลเป็นตามประเภทแผล (รอยแดง/รอยดำ/แผลนูน) แบบทำตามได้จริง กดติดตามไว้ แล้วเราจะสรุปแนวทางที่เหมาะกับคุณให้ในโพสต์ถัดไป
แหล่งอ้างอิง
- NCBI (National Center for Biotechnology Information): Phases of Cutaneous Wound Healing
- Mayo Clinic: Scars: Symptoms & causes
- American Academy of Dermatology (AAD): How to fade scars
- Cleveland Clinic: Nutrition for Wound Healing